เรียนรู้ทุกชนิดแต่ควรคิดก่อนใช้

เรียนรู้ทุกชนิดแต่ควรคิดก่อนใช้
คติพจน์ประจำใจ

วันพฤหัสบดีที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2555

หนอนภู : จิตอาสาพัฒนาชุมชน 2555


จิตอาสา 
(Volunteer Spirit) 

 เครือข่ายจิตอาสา เกิดจากการรวมตัวของกลุ่มคนทำงานภาคสังคมที่เห็นความสำคัญของงานอาสาสมัคร และต้องการสืบสานกระแสพลังน้ำใจที่มีอาสาสมัครจำนวนมาก เกิดขึ้นในช่วงปี 2548
  เครือข่ายมุ่งประสานความร่วมมือ และเสริมพลังการทำงานขององค์กรที่ทำงานด้านอาสาสมัคร และการให้ เกี่ยวกับจิตอาสา  ที่มา"จิตอาสา"...คืออะไร...
สมัยก่อน ได้ยินแต่คำว่า "อาสาสมัคร" พอมาสมัยนี้...มีคำว่า "จิตอาสา"...เมื่อกล่าวถึง "อาสาสมัคร" จะมีอีกคำหนึ่งที่มักจะถูกกล่าวถึงควบคู่กันเสมอ นั่นคือ คำว่า "จิตอาสา" ที่นี้มาดูกันว่าคำสองคำนี้ มีความสำคัญและความหมายแตกต่างกันอย่างไร


 อาสาสมัคร
 (Volunteer) 
หมายถึง ผู้ที่สมัครใจและอาสาเข้ามาเพื่อช่วยเหลือ เยียวยา และทำงานที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชนและสังคม โดยสมัครใจ เพื่อการดูแล ป้องกัน แก้ปัญหาเพื่อพัฒนาสังคม โดยไม่หวังผลตอบแทนเป็นเงิน หรือสิ่งอื่นใด ผลตอบแทนที่อาสาสมัครได้รับคือ
  ความสุข ความภาคภูมิใจที่ได้ปฏิบัติงานที่เป็นประโยชน์แก่ประชาชน สังคม และประเทศชาติ
 คุณลักษณะของอาสาสมัครคือ มีความคิดเป็นอิสระในการเลือกที่จะทำหรือไม่ทำ (ตามพรสวรรค์/ความสนใจ) มีความรับผิดชอบต่อสังคม รวมทั้งการกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อบุคคล
  กลุ่มบุคคล และส่วนรวม ไม่หวังรางวัล หรือผลตอบแทนเป็นเงินทอง และไม่ใช่ภาระงานที่ต้องทำตามหน้าที่ ในด้านสภาวะจิตใจของบุคคลที่จะเป็นอาสาสมัครนั้น ต้องมีความรักความปรารถนาที่จะให้ และมีจิตใจที่จะทำความดี เข้าใจและเห็นอกเห็นใจผู้อื่น รวมถึงยอมเสียสละเวลา โดยไม่หวังสิ่งตอบแทนใดๆ
 จิตอาสา 
(Volunteer Spirit) 
หมายถึง จิตแห่งการให้ความดีงามทั้งปวงแก่เพื่อนมนุษย์ โดยเต็มใจ สมัครใจ อิ่มใจ ซาบซึ้งใจ ปีติสุข ที่พร้อมจะเสียสละเวลา แรงกาย และสติปัญญา เพื่อสาธารณประโยชน์ 
 ในการทำกิจกรรม หรือสิ่งที่เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน และมีความสุขที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น เป็นจิตที่ไม่นิ่งดูดาย เมื่อพบเห็นปัญหา 
 หรือความทุกข์ยากที่เกิดขึ้นกับผู้คน เป็นจิตที่มีความสุขเมื่อได้ทำความดี และเห็นน้ำตาเปลี่ยนเป็นรอยยิ้ม เป็นจิตที่เปี่ยมด้วย "บุญ" คือความสงบเย็น และพลังแห่งความดี อีกทั้งยังช่วยลด "อัตตา" หรือความเป็นตัวเป็นตนของตนเองลงได้บ้าง
 สำหรับ กระบวนการสร้างจิตอาสา ต้องประกอบด้วยการปลูกฝังให้ตระหนักถึงความสำคัญของจิตอาสา การเตรียมความพร้อมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ ความรู้ และการติดต่อสื่อสาร 
 การสร้างความเชื่อมั่นในตนเอง และการเข้าร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง คุณลักษณะของผู้มีจิตอาสาคือ มุ่งประโยชน์ต่อส่วนรวม การทำงานทุกอย่างเป็นไปด้วยความสมัครใจ ไม่มุ่งหวังผลตอบแทนในรูปของอามิส สินจ้าง หรือรางวัล ตลอดจนการอุทิศกาย กำลังใจ และเวลาให้แก่ส่วนรวม
 สิ่งที่อาสาสมัคร..พึงมี และถือปฏิบัติคือ
มีความรักมนุษยชาติ ตามหลักพรหมวิหาร 4 และสังควัตถุ 4
 หลักพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย 
เมตตา : ความรัก ความปรารถนาดีให้ผู้อื่นมีความสุข, 
กรุณา : ความสงสาร เห็นใจ ปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์, 
มุทิตา : ยินดีเมื่อผู้อื่นมีสุข, 
อุเบกขา : วางเฉยไม่ลำเอียง 
 สังควัตถุ 4 ประกอบด้วย 
ทาน : การให้ เอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่, 
ปิยวาจา : กล่าวด้วยวาจาที่ซาบซึ้ง สุภาพอ่อนหวาน, 
อัตถจริยา : ทำดี ประพฤติดี เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น, 
สมานัตตตา : ทำตัวเสมอต้น เสมอปลาย

นอกจากนี้ อาสาสมัคร 

ควรจะต้องมีการสื่อสารที่ดี 
 มีมโนกรรม 

คิดดี คิดทางบวก : Positive thinking

 มีวจีกรรม (ปิยวาจา) 

ฝึกขอบคุณ ฝึกแสดงความยินดี ฝึกให้กำลังใจ 

ฝึกชื่นชมผู้ที่มีจิตอาสา หรือจิตสาธารณะ






























 โดยเน้นที่คุณค่า ของ ความสามัคคีการมีส่วนร่วม และการสร้างสรรค์ประโยชน์สุขในสังคม ทาง องค์กรต่างๆได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในด้านงานอาสาสมัคร
















  และมีความเห็นร่วมกันที่จะมีการจัดการอาสาสมัครให้มีระบบที่ชัดเจนมากขึ้นเพื่อรอง รับกับรูปแบบงานอาสาที่หลากหลายนับตั้งแต่แบบพึ่งพาตนเองในชุมชน

 จนไปถึงการช่วยเหลือผู้คนที่อ่อนแอทั่วโลก จึงได้มีการร่วมมือกันเป็น เครือข่ายจิตอาสาเพื่อให้กระแสอาสาสมัครในสังคมไทยนั้น เป็นไปอย่าง มั่นคงและยั่งยืนต่อไป สาธุ สาธุ สาธุ 

วันศุกร์ที่ 14 กันยายน พ.ศ. 2555

อานุภาพแห่งพุทธคุณ


พระพุทธคุณ ๑๐๐ ประการ
(คำของอุบาลีคหบดี ผู้เคยเป็นสาวกของนิคันถนาฏบุตรมาก่อน กล่าวตอบแก่คณะนิครนถ์ว่าเหตุใดเขาจึงเปลี่ยนใจมานับถือพระผู้มีพระภาคเจ้า. ม.ม. ๑๓/๗๗/๘๒ - พุทธประวัติจากพระโอษฐ์, พุทธทาส)


ดูก่อนท่านผู้เจริญ ! ขอท่านจงฟังซึ่งคำของข้าพเจ้าเถิด : ข้าพเจ้านั้น เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์ใด; พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :-

1. เป็นนักปราชญ์ผู้ทรงไว้ซึ่งปัญญา
2. เป็นผู้ปราศจากแล้วจากโมหะ
3. เป็นผู้มีเสาเขื่อนเครื่องตรึงจิตอันหักแล้ว
4. เป็นผู้มีชัยชนะอันวิชิตแล้ว
5. เป็นผู้ปราศจากแล้วจากสิ่งคับแค้นสะเทือนใจ

6. เป็นผู้มีจิตสม่ำเสมอด้วยดี
7. เป็นผู้มีปรกติภาวะแห่งบุคคลผู้เป็นพุทธะ
8. เป็นผู้มีปัญญาเครื่องยังประโยชน์ให้สำเร็จ
9. เป็นผู้ข้ามไปได้แล้วซึ่งวัฏฏะสงสารอันขรุขระ
10. เป็นผู้ปราศจากแล้วจากมลทินทั้งปวง

11. เป็นผู้ไม่มีการถามใครว่าอะไรเป็นอะไร
12. เป็นผู้อิ่มแล้วด้วยความอิ่มในธรรมอยู่เสมอ
13. เป็นผู้มีเหยื่อในโลกอันทรงคายทิ้งแล้ว
14. เป็นผู้มีมุทิตาจิตในสัตว์ทั้งหลายทั้งปวง
15. เป็นผู้มีสมณภาวะอันทรงกระทำสำเร็จแล้ว

16. เป็นผู้ถือกำเนิดแล้วแต่กำเนิดแห่งมนูโดยแท้
17. เป็นผู้มีสรีระอันมีในครั้งสุดท้าย
18. เป็นผู้เป็นนรชนคือเป็นคนแท้
19. เป็นผู้อันใครๆ กระทำอุปมามิได้
20. เป็นผู้ปราศจากกิเลสอันพึงเปรียบได้ด้วยธุลี

21. เป็นผู้หมดสิ้นแล้วจากความสงสัยทั้งปวง
22. เป็นผู้นำสัตว์สู่สภาพอันวิเศษ
23. เป็นผู้มีปัญญาเครื่องตัดกิเลสดุจหญ้าคาเสียได้
24. เป็นสารถีอันประเสริฐกว่าสารถีทั้งหลาย
25. เป็นผู้ไม่มีใครยิ่งกว่าโดยคุณธรรมทั้งปวง

26. เป็นผู้มีธรรมเป็นที่ตั้งแห่งความชอบใจของสัตว์ทั้งปวง
27. เป็นผู้มีกังขาเครื่องข้องใจอันทรงนำออกแล้วหมดสิ้น
28. เป็นผู้กระทำซึ่งความสว่างแก่ปวงสัตว์
29. เป็นผู้ตัดแล้วซึ่งมานะเครื่องทำความสำคัญมั่นหมาย
30. เป็นผู้มีวีรธรรมเครื่องกระทำความแกล้วกล้า
 32. เป็นผู้มีคุณอันใครๆ กำหนดประมาณมิได้
33. เป็นผู้มีธรรมสภาวะอันลึกซึ้งไม่มีใครหยั่งได้
34. เป็นผู้ถึงซึ่งปัญญาเครื่องทำความเป็นแห่งมุนี
35. เป็นผู้กระทำความเกษมแก่สรรพสัตว์
 31. เป็นผู้เป็นยอดมนุษย์ แห่งมนุษย์ทั้งหลาย

36. เป็นผู้มีเวทคือญาณเครื่องเจาะแทงซึ่งโมหะ
37. เป็นผู้ประดิษฐานอยู่ในธรรม
38. เป็นผู้มีพระองค์อันทรงจัดสรรดีแล้ว
39. เป็นผู้ล่วงกิเลสอันเป็นเครื่องข้องเสียได้
40. เป็นผู้หลุดรอดแล้วจากบ่วงทั้งปวง
 41. เป็นผู้เป็นดังพระยาช้างตัวประเสริฐ
42. เป็นผู้มีการนอนอันสงัดจากการรบกวนแห่งกิเลส
43. เป็นผู้มีกิเลสเครื่องประกอบไว้ในภพสิ้นสุดแล้ว
44. เป็นผู้พ้นพิเศษแล้วจากทุกข์ทั้งปวง
45. เป็นผู้มีความคิดเหมาะเจาะเฉพาะเรื่อง
 46. เป็นผู้มีปัญญาเครื่องทำความเป็นแห่งมุนี
47. เป็นผู้มีมานะเป็นดุจธงอันพระองค์ทรงลดลงได้แล้ว
48. เป็นผู้ปราศจากแล้วจากระคะ
49. เป็นผู้มีการฝึกตนอันฝึกแล้ว
50. เป็นผู้หมดสิ้นแล้วจากกิเลสเครื่องเหนี่ยวหน่วงให้เนิ่นช้า
51. เป็นผู้แสวงหาพบคุณอันใหญ่หลวง องค์ที่เจ็ด
52. เป็นผู้ปราศจากแล้วจากความคดโกง
53. เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งวิชชาทั้งสาม
54. เป็นผู้เป็นพรหมแห่งปวงสัตว์
55. เป็นผู้เสร็จจากการอาบการล้างแล้ว
 56. เป็นผู้มีหลักมีเกณฑ์ในการกระทำทั้งปวง
57. เป็นผู้มีกมลสันดานอันระงับแล้ว
58. เป็นผู้มีญาณเวทอันวิทิตแล้ว
59. เป็นผู้ทำลายซึ่งธานีนครแห่งกิเลสทั้งหลาย
60. เป็นผู้เป็นจอมแห่งสัตว์ทั้งปวง
 61. เป็นผู้ไปพ้นแล้วจากข้าศึกคือกิเลส
62. เป็นผู้มีตนอันอบรมถึงที่สุดแล้ว
63. เป็นผู้มีธรรมที่ควรบรรลุอันบรรลุแล้ว
64. เป็นผู้กระทำซึ่งอรรถทั้งหลายให้แจ่มแจ้ง
65. เป็นผู้มีสติสมบูรณ์อยู่เองในทุกกรณี
 66. เป็นผู้มีความรู้แจ้งเห็นแจ้งเป็นปรกติ
67. เป็นผู้มีจิตไม่แฟบลงด้วยอำนาจแห่งกิเลส
68. เป็นผู้มีจิตไม่ฟูขึ้นด้วยอำนาจแห่งกิเลส
69. เป็นผู้มีจิตไม่หวั่นไหวด้วยอำนาจแห่งกิเลส
70. เป็นผู้บรรลุถึงซึ่งความมีอำนาจเหนือกิเลส
 71. เป็นผู้ไปแล้วโดยชอบ
72. เป็นผู้มีการเพ่งพินิจทั้งในสมาธิและปัญญา
73. เป็นผู้มีสันดานอันกิเลสตามถึงไม่ได้แล้ว
74. เป็นผู้หมดจดแล้วจากสิ่งเศร้าหมองทั้งปวง
75. เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิอาศัยไม่ได้แล้ว
 76. เป็นผู้ไม่มีความหวาดกลัวในสิ่งเป็นที่ตั้งแห่งความกลัว
77. เป็นผู้สงัดแล้วจากการรบกวนแห่งกิเลสทั้งปวง
78. เป็นผู้บรรลุแล้วซึ่งธรรมอันเลิศ
79. เป็นผู้ข้ามแล้วซึ่งโอฆกันดาร
80. เป็นผู้ยังบุคคลอื่นให้ข้ามซึ่งโอฆะนั้น
 81. เป็นผู้มีสันดานสงบรำงับแล้ว
82. เป็นผู้มีปัญญาอันหนาแน่น
83. เป็นผู้มีปัญญาอันใหญ่หลวง
84. เป็นผู้ปราศจากแล้วจากโลภะ
85. เป็นผู้มีการไป การมาอย่างพระพุทธเจ้าทั้งหลาย
 86. เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี
87. เป็นบุคคลผู้ไม่มีบุคคลใดเปรียบ
88. เป็นบุคคลผู้ไม่มีบุคคลใดเสมอ
89. เป็นบุคคลผู้มีญาณอันแกล้วกล้า
90. เป็นผู้มีปัญญาละเอียดอ่อน
 91. เป็นผู้เจาะทะลุข่ายคือตัณหาเครื่องดักสัตว์
92. เป็นผู้รู้ผู้ตื่นผู้เบิกบานเป็นปรกติ
93. เป็นผู้มีกิเลสดุจควันไฟไปปราศแล้ว
94. เป็นผู้อันตัณหาและทิฏฐิไม่ฉาบทาได้อีกต่อไป
95. เป็นผู้เป็นอาหุเนยยบุคคลควรแก่ของที่เขานำไปบูชา
 96. เป็นผู้ที่โลกทั้งปวงต้องบูชา
97. เป็นบุคคลผู้สูงสุดแห่งบุคคลทั้งหลาย
98. เป็นผู้มีคุณอันไม่มีใครวัดได้
99. เป็นผู้เป็นมหาบุรุษ
100. เป็นผู้ถึงแล้วซึ่งความเลิศด้วยเกียรติคุณ ;

















ข้าพเจ้านั้น เป็นสาวกของพระผู้มีพระภาค พระองค์ใด; พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น :
ดังนี้ แล.